ทำโฆษณา Facebook ให้ดึงดูดกลุ่มเป้าหมายด้วย A/B Testing | NIPA Digital Marketing
02-639-7878 ext 990
ปิดหน้าต่างนี้
LINE Ads
Facebook Ads
Instagram Ads
Google Ads
YouTube Ads
Twitter Ads
TikTok Ads
Website & Landing Pages
SEO
Content Marketing
Email & SMS Marketing
Influencer
Video Ads
Submit
Nipa Digital Marketing Add Line
Facebook

ทำโฆษณา Facebook ให้ดึงดูดกลุ่มเป้าหมายด้วย A/B Testing

Home
Articles
Facebook
ทำโฆษณา Facebook ให้ดึงดูดกลุ่มเป้าหมายด้วย A/B Testing
ทำโฆษณา Facebook ให้ดึงดูดกลุ่มเป้าหมายด้วย A/B Testing
Nipa Digital Marketing Image Content

ในการทำโฆษณา Facebook ปัญหาส่วนใหญ่ที่ผู้ประกอบการมักเจอ คือ ยิง Ads โฆษณาไปเท่าไหร่ ยอดขายก็ไม่เพิ่ม มิหนำซ้ำยอดกดไลก์ กดแชร์ คอมเมนต์ก็หาย วันนี้บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับ A/B Testing ตัวช่วยที่จะพลิกสถานการณ์ย่ำแย่เหล่านั้นให้กลับกลายมาเป็นดีต่อใจผู้ทำธุรกิจออนไลน์


 A/B Testing คืออะไร?


A/B Testing คือ การทดสอบว่าระหว่างโฆษณา Facebook 2 แบบ (สามารถทดสอบได้มากกว่า 2 รูปแบบ) โฆษณาแบบไหนมีประสิทธิภาพมากพอที่จะดึงดูดกลุ่มเป้าหมายให้เข้ามามี Engagement และ Action มากกว่ากัน ซึ่งมันจะทำให้ผู้ประกอบการประหยัดงบประมาณในการทำโฆษณา สามารถพัฒนาธุรกิจออนไลน์เพื่อนำไปสู่การเพิ่มยอดขายสินค้าและบริการได้ รวมถึงเป็นแนวทางการตัดสินใจให้นักออกแบบว่าควรเลือกใช้ Element (ส่วนประกอบ) อะไรใส่ในโฆษณา


โดยข้อควรระวังในการทำการทดสอบ ผู้ทดสอบต้องควบคุมตัวแปรและรายละเอียดต่างๆ ในโฆษณาให้เหมือนกันหมด เพื่อไม่ให้การทดสอบคลาดเคลื่อน เช่น หากต้องการทดสอบปุ่ม Call to action ระหว่างแบบ A กับ แบบ B พวก Artwork, Content ฯลฯ ก็ต้องไม่ต่างกัน


A/B Testing บน Facebook สิ่งที่ควรทดสอบบนโฆษณามีทั้งสิ้น 5 อย่างด้วยกัน คือ


1. รูปภาพ (Image) : เพราะสายตาคนจะจับจ้องไปยังรูปภาพก่อนตัวอักษร ผู้ทำธุรกิจจึงควรให้ความสำคัญกับการทดสอบรูปภาพว่าภาพแบบใดดึงดูดคนได้มากกว่า เช่น ภาพที่มีนางแบบ กับภาพที่ไม่มีนางแบบ


2. ข้อความ (Text) : เพื่อดูว่าข้อความ, Keyword หรือ ลักษณะการเขียน Headline, Caption, Content แบบใดที่ดึงดูดให้คนเกิดการคลิกเข้าไปที่หน้า Sale Page มากที่สุด ยกตัวอย่างเช่น ระหว่างใช้ข้อความที่เน้นเรื่องส่วนลด กับ ข้อความอีกแบบที่เน้นเรื่องของแถม


3. ตำแหน่ง (Position) : ตำแหน่งโฆษณา เพราะแต่ละตำแหน่งจะให้ผลลัพธ์ที่ต่างกัน บางตำแหน่งอาจมี Engagement ที่ดีกว่า บางตำแหน่งอาจตอบโจทย์ Objective ของธุรกิจได้มากที่สุด


4. ปุ่ม Call to action : เป็นการทดสอบว่าปุ่ม Call to action แบบใดที่ทำให้เกิดอัตราการคลิกผ่าน (CTR) มากกว่า เช่น ระหว่างปุ่ม Learn more กับ Shop now


5. วันและเวลา (Date and Time) : เป็นการทดสอบว่าช่วงวันและเวลาไหนที่เราโพสต์ข้อความแล้วจะมีผลตอบรับจากลูกค้ามากที่สุด ซึ่งผลที่ตามมาจะทำให้ผู้ประกอบการทราบว่าแต่ละวันนั้นเหมาะกับการทำ Content แบบไหนขึ้นมาด้วย เช่น วันเสาร์ เวลา 2 ทุ่ม เหมาะกับการโพสต์ข้อความขาย


การทำ A/B Testing จะทำให้ผู้ประกอบการได้บทเรียนว่าควรทำโฆษณาแบบไหนเพื่อให้คนเข้ามามีปฎิสัมพันธ์มากที่สุด


Facebook Post: สร้างความ..สัมพันธ์ เพื่อความ..สำเร็จ