02-639-7878 ต่อ 990

เวลาทำการ จันทร์ - ศุกร์ เวลา 09.00 - 19.00 น.

ปิดหน้าต่างนี้
โฆษณาบน LINE
โฆษณาบน Facebook
โฆษณาบน Instagram
โฆษณาบน Google
โฆษณาบน YouTube
โฆษณาบน Twitter
โฆษณาบน TikTok
รับออกแบบเว็บไซต์ธุรกิจ
SEO ( Search Engine Optimization )
Content Marketing
การตลาดบน E-mail และ SMS
รับจ้างรีวิวสินค้า และบริการ
รับทำวิดีโอโฆษณา
โฆษณาบน Facebook Ads
บริการ ChatBot
ยืนยัน
Nipa Digital Marketing Add Line Nipa Digital Marketing Messenger
Digital Marketing

GA4 (Google Analytics 4) เครื่องมือรายงานผลออนไลน์ ที่ช่วยให้ธุรกิจง่ายขึ้น

หน้าหลัก
บทความ
Digital Marketing
GA4 (Google Analytics 4) เครื่องมือรายงานผลออนไลน์ ที่ช่วยให้ธุรกิจง่ายขึ้น
GA4 (Google Analytics 4) เครื่องมือรายงานผลออนไลน์ ที่ช่วยให้ธุรกิจง่ายขึ้น

          การทำธุรกิจในโลกดิจิทัล ถือว่ามีความสะดวกและประสบความสำเร็จง่ายขึ้นกว่าในอดีต จากความสามารถของเครื่องมือเทคโนโลยีทางการตลาดออนไลน์ ที่มีให้เลือกใช้มากมาย หนึ่งในนั้นคือ Google Analytics 4 หรือชื่อที่เรียกสั้นๆว่า  GA4 เป็นเครื่องมือรายงานผลและวิเคราะห์ผลเว็บไซต์ เวอร์ชั่นใหม่ล่าสุดจาก Google หากเจ้าของธุรกิจใช้เครื่องมือตัวนี้เป็นก็จะช่วยสร้างผลกำไรให้กับธุรกิจได้อย่างมหาศาล 


          หลายคนอาจยังไม่ทราบว่า Google Analytics 4 มีส่วนช่วยธุรกิจได้อย่างไรบ้าง? ในวันนี้ NIPA เลยจะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับ Google Analytics 4 สุดยอดเครื่องมือการตลาดออนไลน์ที่ธุรกิจยุคใหม่ ถ้าพร้อมแล้ว ไปดูกันเลย!

Google Analytics คืออะไร?


          Google Analytics เป็นเครื่องมือของ Google ที่ใช้วิเคราะห์และประเมินผลเว็บไซต์ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง โดยการนำข้อมูลจากคนที่เข้าเว็บมาวิเคราะห์เป็นสถิติต่างๆ ทั้งด้านภูมิประชากรศาสตร์ (Demographic) เช่น เพศ อายุ ความสนใจและความชอบส่วนตัว หรืออาชีพของผู้เข้าชมเว็บ รวมถึงด้านพฤติกรรม (Behavior) เช่น อุปกรณ์ที่ใช้เข้าชมเว็บไซต์ ช่วงเวลาที่อยู่บนเว็บไซต์ เป็นต้น 

          Google Analytics จะรายงานผลลัพธ์หรือสถิติต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ในรูปแบบของรายงานการวิเคราะห์ (Report) ซึ่งเราสามารถเลือกดูรีพอร์ตได้หลายมิติ เช่น Audience, Acquisition, Behavior และ Conversions Reports

          ทั้งนี้ Google Analytics เปิดให้ผู้คนทั่วไปได้ใช้งานกันมาแล้วถึง 4 เวอร์ชั่นด้วยกัน โดยเวอร์ชั่นล่าสุด มีชื่อว่า Google Analytics 4 (GA4) มีชื่อเดิมคือ App and Web Property นับเป็นเวอร์ชั่นที่ได้รับการอัพเกรดให้มีประสิทธิภาพเหนือกว่ารุ่นที่ 3 อย่าง Universal Analytics (UA) ในหลายด้าน โดยเน้นไปที่การโฟกัสกลุ่มเป้าหมายให้ตรงจุดยิ่งขึ้น เน้นการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล (Data Privacy) รวมถึงการวัดผลที่แม่นยำมากขึ้น

          ทาง Google ได้ปล่อย Google Analytics 4 ออกมา เมื่อช่วงเดือนตุลาคม 2020 โดยมีการจัดกลุ่มการรายงานผลออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1.Life Cycle เป็นส่วนที่บอกพฤติกรรมการใช้งานเว็บไซต์ และ User หรือส่วนที่บอกข้อมูลพื้นฐานผู้ใช้งานเว็บไซต์ของเรา

ประโยชน์ของ Google Analytics 4 ยอดขายทะลุเป้า หากเข้าใจลูกค้า


  • ทำนาย พฤติกรรมในอนาคตของลูกค้าได้ จากการเก็บข้อมูลเชิงพฤติกรรม (Behavioral Data) เช่น อัตราการคลิกดูบทความรีวิวสินค้า อัตราการกด Skip วิดีโอ มาวิเคราะห์เพื่อให้แบรนด์เข้าใจลูกค้าและคาดการณ์สิ่งที่ลูกค้าจะซื้อในอนาคต

  • เข้าใจพฤติกรรมการใช้งานของผู้คนที่เข้ามาในเว็บไซต์หรือ Application รู้ว่าคนที่เข้ามาดูเว็บ เป็นผู้หญิงหรือผู้ชายมากกว่ากัน อายุเท่าไหร่ เพศอะไร ผู้คนใช้เวลาไปกับเว็บไซต์หน้าไหนหรือสนใจเรื่องอะไรบนเว็บไซต์มากที่สุด จากนั้นก็นำข้อมูลดังกล่าวไปปรับใช้กับกลยุทธ์การตลาดเพื่อเพิ่มยอดขายได้ต่อไป

  • รู้ว่าสินค้าใด ขายดีที่สุดหรือขายได้น้อยที่สุด ในแต่ละช่วงเวลา โดยอาจนำข้อมูลที่ได้ไปจัดทำแคมเปญลดราคาสินค้าหรือจัดโปรโมชั่นพิเศษ ในระยะเวลาที่เหมาะสม

  • รู้ว่าผู้คนเข้ามาเว็บไซต์ของเรา จากช่องทางไหนบ้าง เช่น Social Media, Email, Line หรือเข้ามาจากอุปกรณ์ใดบ้าง เช่น สมาร์ทโฟน, แท็บเล็ต หรือ PC

  • ปรับปรุงเว็บไซต์หรือ application ให้ดึงดูดความสนใจของผู้คนยิ่งขึ้น ทั้งด้านการใช้งาน การโปรโมทสินค้า ไปจนถึงเนื้อหาคอนเทนต์บนเว็บไซต์ เช่น หากเนื้อหาส่วนใดมีผู้สนใจมาก ก็อาจเพิ่มเติมเนื้อหาส่วนเกี่ยวข้องเข้าไปให้ครอบคลุมทุกมิติ ส่วนเนื้อหาแบบใดที่มีผู้สนใจน้อย ก็อาจปรับแก้คอนเทนต์ให้น่าสนใจยิ่งขึ้น

  • ใช้งานฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย! แค่มี Gmail Account ก็เริ่มต้นใช้งานได้ทันที

ความสามารถของ Google Analytics 4


Google Analytics 4 มีการอัพเกรดความสามารถและเพิ่มลูกเล่นใหม่ๆ จากรุ่น Universal Analytics อยู่พอสมควร ยกตัวอย่างเช่น


  1. Acquisition เป็นรายงานส่วนที่บอกว่า มีผู้คนเข้ามาดูเว็บของเราจากช่องทางไหนบ้าง ใช้เวลาบนเว็บเฉลี่ยคนละกี่นาที โดยจะแปรผลออกมาในรูปแบบของ Engagement Rate ซึ่งเมื่อแบรนด์รู้ว่ามีคนเข้ามาจากช่องทางไหนมากกว่ากัน ก็สามารถจัดสรรงบการตลาดได้ดียิ่งขึ้น

  2. Engagement เป็นรายงานที่บอกภาพรวมการใช้งานเว็บไซต์ เช่น คอนเทนต์ที่มีผู้ใช้งาน (User) สนใจมากที่สุด คอนเทนต์ที่ผู้คนให้ความสนใจ หรือเวลาเฉลี่ยที่ใช้อ่านแต่ละบทความโดยแบรนด์สามารถปรับแผนการทำคอนเทนต์ให้ตอบสนองความสนใจของผู้อ่านได้

  3. Monetization เป็นรายงานที่เกี่ยวกับการซื้อขายบนเว็บไซต์ ไม่ว่าจะเป็นรายได้ที่เกิดขึ้นจากการใช้งานบนเว็บไซต์ สินค้ายอดนิยมที่ User คลิกเข้าไปดูมากหรือน้อยที่สุด สินค้าที่ผู้คนกด Add to Cart หรือจำนวนลูกค้าที่ซื้อครั้งแรก (First Time Buyer) รายงานส่วนนี้จึงเหมาะกับธุรกิจ E-commerce หรือร้านค้าออนไลน์ที่มีบริการชำระเงินผ่านเว็บไซต์ ขณะเดียวกัน แบรนด์ยังสามารถนำข้อมูลนี้ไปวางกลยุทธ์การตลาด พร้อมปรับปรุง Customer Experience ให้ดีขึ้น

  4. Retention เป็นรายงานที่บอกข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้า ทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ เช่น จำนวน User ที่กลับเข้ามาชมเว็บไซต์ของเรา (Returning Visitor) หากมีจำนวนมากขึ้นก็หมายถึงลูกค้ายังคงมีความเชื่อมั่นในแบรนด์ แต่หากมีจำนวนลดลง นั่นหมายถึงธุรกิจต้องปรับคุณภาพการให้บริการหรือรูปแบบการใข้งานเว็บไซต์ให้ดีขึ้น

  5. Demographic & Tech เป็นส่วนที่บอกข้อมูลทั่วไปของผู้ใช้งานเว็บไซต์ของเราและอุปกรกรณ์ที่ใช้เข้าถึงเว็บ สามารถนำไปใช้วิเคราะห์การยิง Ad โฆษณาให้ตรงกลุ่มยิ่งขึ้น

  6. Real Time Report จุดเด่นอย่างหนึ่งของ Google Analytics 4 คือการรายงานผลแบบเรียลไทม์ ทำให้รู้ว่าในช่วงเวลานี้มี User เข้ามาดูเว็บไซต์ของเรากี่คน อยู่ที่หน้าเว็บไหนกันบ้าง หรือเข้ามาจากช่องทางใดบ้าง หรือทำให้แบรนด์รู้ว่าแคมเปญการตลาดในช่วงเวลานั้นมีผลลัพธ์เป็นอย่างไร มีผู้สนใจเข้ามาใช้งานเว็บไซต์ของเราตามที่ตั้งเป้าหมายไว้หรือไม่

วิธีติดตั้ง Google Analytics 4


  1. กดเข้าไปที่ลิงก์นี้ https://marketingplatform.google.com/about/analytics/ จากนั้นลงทะเบียนสมัครใช้งานด้วยบัญชี Gmail

  2. กด “เริ่มวัด” หรือ “Start” measuring”

  3. สร้างบัญชี Account แล้วกดปุ่ม ถัดไป

  4. ตั้งชื่อ Property (หรือการเพิ่มเว็บไซต์ของเราเข้าไปใน GA4) แล้วกดปุ่ม ถัดไป

  5. กรอกข้อมูลทางธุรกิจให้ครบถ้วน จากนั้นคลิก ฉันยอมรับข้อตกลงและเงื่อนไข

  6. คลิกเลือก Tag ติดหัวเว็บไซต์ (gtags.js) แล้วคัดลอก นำไปวางไว้ในส่วน Header เว็บไซต์




ส่วนลดพิเศษ คลิกเลย👇


บทความที่เกี่ยวข้อง
Digital Marketing
ปั้นแบรนด์ให้ปัง! ด้วย Media Planning

Digital Marketing
ตราบเท่าที่คนยังต้องเข้าเว็บไซต์ โฆษณาบนเว็บก็ยังคงได้ผล!

Digital Marketing
ระวัง! ก่อนอวสารการขาย ถ้าไม่อยากโดนปิดกั้นการมองเห็น

Digital Marketing
SEO & FB อยากขายดี ต้องทำ SEO และ Content Marketing คู่กัน!

View all

รับคำปรึกษาฟรี!
บริการที่น่าสนใจ
บริการของคุณ